วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

คำขวัญวันแม่


คำขวัญวันเเม่

คำขวัญพระราชทาน เนื่องใน วันแม่แห่งชาติ จากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

คำขวัญวันแม่ ปี 2551 "เมื่อเกิดมาอาศัยถิ่นแผ่นดินไหนควรมีใจกตัญญูรู้คุณถิ่นหากคนไทยรู้ตอบแทนคุณแผ่นดินจักไม่มีวันสิ้นแผ่นดินไทย"

คำขวัญวันแม่ ปี 2550“ข้าวในนาปลาในน้ำคำโบราณคือตำนานความอุดมสมบูรณ์สินฝากลูกไทยร่วมห่วงแหนรักแผ่นดินถนอมไว้อย่าให้สิ้นแผ่นดินไทย”

คำขวัญวันแม่ ปี 2549“รักในหลวงพร้อมใจใส่เสื้อเหลืองรักบ้านเมืองจงน้อมใจให้สร้างสรรค์ใส่สีเดียวแล้วใจเดียวกลมเกลียวกันรักเช่นนั้นชาติของตนจึงพ้นภัย”

คำขวัญวันแม่ ปี 2548“ดุจดังแม่ผู้ประเสริฐบังเกิดเกล้าเลี้ยงเราทุกคนมาจนใหญ่ทุกคำข้าวคือสินแผ่นดินไทยควรตรองใจทดแทนคุณแผ่นดิน”

คำขวัญวันแม่ ปี 2546“สามร้อยหกสิบห้าวันคือวันแม่ มิใช่แค่วันใดให้นึกถึงสม่ำเสมอสมัครจิตคิดคำนึงเหมือนแม่ซึ่งรักลูกครบทุกวัน”

คำขวัญวันแม่ ปี 2545“แม่คือพระประจำอยู่ในบ้าน บูชาท่านไว้เถิดเกิดมิ่งขวัญพระคุณแม่เลิศล้ำเกินรำพันแม่จึงเป็นคนสำคัญทุกวันไป”

คำขวัญวันแม่ ปี 2544“พระองค์แรกผู้แสนดีให้ชีวิต ครูคนแรกผู้ประสิทธิ์การศึกษาหมอคนแรกผู้ถือช้อนคอยป้อนยารวมคุณค่านี้ได้แก่แม่เราเอง”

นกเพนกวิน


นกเเพนวิน

นกแพนกวิน บินไม่ได้แต่ว่ายน้ำได้ นี่คือสัญญาลักษณ์เด่นของนำแพนกวิน นกแพนกวินแท้จริงแล้วไม่ได้อยู่เฉพาะแถบแอนตาร์กติดหรือแถบขั้วโลกได้แหล่งเดียวเท่านั้น ในประเทศออสเตรเลีย แอฟริกาใต้และอเมริกาใต้ก็ยังเป็นพื้นที่ที่มีนกแพนกวินอาศัยอยู่อีกด้วย
รูปร่างหน้าตาของนกแพนกวิน น่ารักน่าชังมากและมีเอกลักษณ์ส่วนตัวที่สร้างความโดดเด่นเฉพาะขาสั้น เวลาเคลื่อนไหวไป-มา จะเดินเตาะแตบนพื้นเดินช้าๆแต่เมื่อใดที่ต้องการความเร็วจะใช้หน้าท้องไถลไป แล้วใช่ปีกและเท้าดันอีกต่อหนึ่ง
นกแพนกวินใช้เวลาส่วนใหญ่มีความสุขอยู่ในน้ำ ยิ่งเย็นยิ่งชอบ แต่ไม่ต้องกลัวว่ามันจะลูกสึกหนาวเย็นหรอก เพราะขนที่หนา และไขมันได้ผิวหนังจะเป็นเครื่องป้องกันความหนาวได้อย่างดี
นกแพนกวินมีหลายชนิดเท่าที่รู้แต่ละชนิด มีธรรมชาติการอาศัยอยู่บนโลกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น นกแพนกวินบางชนิดจะสร้างรังด้วยกรวดหรือหญ้า บางชนิดจะอาศัยอยู่ในรู บางชนิดที่เรียกว่า "เอมเปอร์เรอร์" จะยืนกกไข่ไว้ที่เท้า
นกแพนกวิน. 6 มกราคม 2545. เดลินิวส์. : 9
โดย : นางสาว Laddawan Meegul, คลองหลวง ปทุมธานี 13180, วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2545

เพลงคิดมาก


เพลง คิดมาก


เพลง คิดมาก
ศิลปิน ปาล์มมี่ palmy
เนื้อเพลง คิดมาก ปาล์มมี่ palmy
ปาล์มมี่ palmy คิดมาก
คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง ณฐพล ศรีจอมขวัญ
บอกกับฉันได้มั้ยว่ามันเป็นความจริงหรือว่าฉันคิดมาก
ใจฉันเริ่มจะหวั่นไหว กับคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบ
บอกความในใจกับฉัน อยากจะรู้ว่าใจเธอคิดเช่นไร
หรือว่าเธอคิดจะแกล้งกัน เธออยากเห็นน้ำตาของฉันใช่มั้ย
อยากจะบอกให้เธอรู้ ว่าใจฉันนั้นมันกังวลแค่ไหน
ก่อนจะพูดอะไรออกมา อยากจะขอให้เธอสัญญา
ว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันต้องเสียใจ
คิดมาก ปาล์มมี่ palmy
ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่มั้ย
ในความฝันเรายังมีกันใช่มั้ย
ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป
และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม
อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้
บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้
บอกกับฉันให้ฉันมั่นใจสักที
ว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า...
ทำไมเธอช่างใจร้าย เธอรู้มั้ยว่าฉันเป็นคนคิดมาก
ทำให้ใจฉันวุ่นวาย เป็นแบบนี้แล้วใครจะรับผิดชอบ
อยากจะบอกให้เธอรู้ ว่าใจฉันนั้นมันกังวลแค่ไหน
ก่อนจะพูดอะไรออกมา อยากจะขอให้เธอสัญญา
ว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันต้องร้องไห้
ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่มั้ย
ในความฝันเรายังมีกันใช่มั้ย
ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป
และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม
อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้
บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้
บอกกับฉันให้ฉันมั่นใจสักที
ว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า...
ก็ความรักของเรายังดีอยู่ใช่มั้ย
ในความฝันเรายังมีกันใช่มั้ย
ใจเธอนั้นมันยังไม่ได้เปลี่ยนไป
และความรักของเรายังคงเหมือนเดิม
อยากจะขอให้เธอได้พูดเช่นนี้
บอกกับฉันว่าใจเธอคิดเช่นนี้
บอกกับฉันให้ฉันมั่นใจสักที
ว่าความรักของเรายังคงเหมือนเดิมใช่หรือเปล่า...

ขนมไทย


ขนมไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ขนมไทย มีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทยคือ มีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน สีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีการรับประทานที่ปราณีตบรรจงของขนมแต่ละชนิด ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามลักษณะของขนมชนิดนั้นๆ

เนื้อหา

 [ซ่อน]

[แก้]ประวัติความเป็นมาของขนมไทย

ในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่างานทำบุญ เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร ส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาจุ๋มจิ๋ม ประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
ขนมไทยดั้งเดิม มีส่วนผสมคือ แป้ง น้ำตาล กระทิ เท่านั้น ส่วนขนมที่ใช้ไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ทองหยิบ ทองหยอด เม็ดขนุน นั้น มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (ท้าวทองกีบม้า)หญิงสาวชาวโปรตุเกส เป็นผู้คิดค้นขึ้นมา
ขนมไทยที่นิยมทำกันทุกๆ ภาคของประเทศไทย ในพิธีการต่างๆ เนื่องในการทำบุญเลี้ยงพระ ก็คือขนมจากไข่ และมักถือเคล็ดจากชื่อและลักษณะของขนมนั้นๆ งานศิริมงคลต่างๆ เช่น งานมงคลสมรส ทำบุญวันเกิด หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีการเลี้ยงพระกับแขกที่มาในงาน เพื่อเป็นศิริมงคลของงานขนมก็จะมีฝอยทอง เพื่อหวังให้อยู่ด้วยกันยืดยาว มีอายุยืน ขนมชั้นก็ให้ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน ขนมถ้วยฟูก็ขอให้เฟื่องฟู ขนมทองเอกก็ขอให้ได้เป็นเอก เป็นต้น
สมัยรัตนโกสินทร์ จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี กล่าวไว้ว่าในงานสมโภชพระแก้วมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้มีเครื่องตั้งสำรับหวานสำหรับพระสงฆ์ 2,000 รูป ประกอบด้วย ขนมไส้ไก่ ขนมฝอย ข้าวเหนียวแก้ว ขนมผิง กล้วยฉาบ ล่าเตียง หรุ่ม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการพิมพ์ตำราอาหารออกเผยแพร่ รวมถึงตำราขนมไทยด้วย จึงนับได้ว่าวัฒนธรรมขนมไทยมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรก ตำราอาหารไทยเล่มแรกคือแม่ครัวหัวป่าก์ เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ในหนังสือเล่มนี้ มีรายการสำรับของหวานเลี้ยงพระได้แก่ ทองหยิบ ฝอยทอง ขนมหม้อแกง ขนมหันตรา ขนมถ้วยฟู ขนมลืมกลืน ข้วเหนียวแก้ว วุ้นผลมะปราง
ในสมัยต่อมาเมื่อการค้าเจริญขึ้นในตลาดมีขนมนานาชนิดมาขาย ทั้งขายอยู่กับที่ แบกกระบุง หาบเร่ และมีการปรับปรุงการบรรจุหีบห่อไปตามยุคสมัย เช่นในปัจจุบันมีการบรรจุในกล่องโฟมแทนการห่อด้วยใบตองในอดีต[1]

[แก้]การแบ่งประเภทของขนมไทย

แบ่งตามวิธีการทำให้สุกได้ดังนี้ [2]

[แก้]วัตถุดิบในการปรุงขนมไทย

ขนมไทยส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวและจะใช้ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น สี ภาชนะ กลิ่นหอมจากธรมชาติ ข้าวที่ใช้ในขนมไทยมีทั้งใช้ในรูปข้าวทั้งเม็ดและข้าวที่อยู่ในรูปแป้ง นอกจากนั้นยังมีวัตถุดิบอื่นๆ เช่น มะพร้าว ไข่ น้ำตาล ซึ่งจะกว่างถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้

[แก้]ข้าวและแป้ง

การนำข้าวมาทำขนมของคนไทยเริ่มตั้งแต่ข้าวไม่แก่จัด ข้าวอ่อนที่เป็นน้ำนม นำมาทำข้าวยาคู พอแก่ขึ้นอีกแต่เปลือกยังเป็นสีเขียวนำมาทำข้าวเม่า ข้าวเม่าที่ได้นำไปทำขนมได่อีกหลายชนิด เช่น ข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ กระยาสารท ข้าวเจ้าที่เหลือจากการรับประทาน นำไปทำขนมไข่มด ขนมไข่จิ้งหรีด ข้าวตูได้อีก[3] ส่วนแป้งที่ใช้ทำขนมไทยส่วนใหญ่ได้มาจากข้าวคือแป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวเหนียว ในสมัยก่อนใช้แป้งสดคือแป้งที่ได้จากการนำเม็ดข้าวแช่น้ำแล้วโม่ให้ละเอียด ในปัจจุบันใช้แป้งแห้งที่ผลิตจากโรงงาน นอกจากนี้ แป้งที่ใช้ได้แก่ แป้งถั่ว แป้งท้าวยายม่อม แป้งมันสำปะหลัง ส่วนแป้งสาลีมีใช้น้อย มักใช้ในขนมที่ได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ[4]

[แก้]มะพร้าวและกะทิ

มะพร้าวนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของขนมไทยได้ตั้งแต่มะพร้าวอ่อนจนถึงมะพร้าวแก่ดังนี้ [4]
  • มะพร้าวอ่อน ใช้เนื้อผสมในขนม เช่น เปียกสาคู วุ้นมะพร้าว สังขยามะพร้าวอ่อน
  • มะพร้าวทึนทึก ใช้ขูดฝอยทำเป็นไส้กระฉีก ใช้คลุกกับข้าวต้มมัดเป็นข้าวต้มหัวหงอก และใช้เป็นมะพร้าวขูดโรยหน้าขนมหลายชนิด เช่น ขนมเปียกปูน ขนมขี้หนู ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของขนมไทย[5]
  • มะพร้าวแก่ นำมาคั้นเป็นกะทิก่อนใส่ในขนม นำไปทำขนมได้หลายแบบ เช่น ต้มผสมกับส่วนผสม เช่นกล้วยบวชชี แกงบวดต่างๆ หรือตักหัวกะทิราดบนขนม เช่น สาคูเปียก ซ่าหริ่ม บัวลอย

[แก้]น้ำตาล

แต่เดิมนั้นน้ำตาลที่นำมาใชทำขนมคือน้ำคาลจากตาลหรือมะพร้าว ในบางท้องที่ใช้น้ำตาลอ้อย น้ำตาลทรายถูกนำมาใช้ภายหลัง

[แก้]ไข่

เริมเป็นส่วนผสมของขนมไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งได้รับอิทธิพลจากขนมของโปรตุเกส ไข่ที่ใช้ทำขนมนี้จะตีให้ขึ้นฟู ก่อนนำไปผสม ขนมบางชนิดเช่น ต้องแยกไข่ขาวและไข่แดงออกจากกัน แล้วใช้แต่ไข่แดงไปทำขนม [4]

[แก้]ถั่วและงา

ถั่วและงาจัดเป็นส่วนผสมที่สำคัญในขนมไทย การใช้ถั่วเขียวนึ่งละเอียดมาทำขนมพบไดตั้งแต่สมัยอยุธยา เช่นขนมภิมถั่วทำด้วยถั่วเหลืองหรือถั่วเขียวกวนมาอัดใส่พิมพ์[6] ถั่วและงาที่นิยมใช้ในขนมไทยมีดังนี้[7]
  • ถั่วเขียวเราะเปลือก มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ถั่วทอง ถั่วซีก ถั่วเขียวที่ใช้ต้องล้างและแช่น้ำค้างคืนก่อนเอาไปนึ่ง
  • ถั่วดำ ใช้ใส่ในขนมไทยไม่กี่ชนิด และใส่ทั้งเม็ด เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวหลาม ถั่วดำต้มน้ำตาล ขนมถั่วดำ
  • ถั่วลิสง ใช้น้อย ส่วนใหญ่ใช้โรยหน้าขนมผักกาดกวน ใส่ในขนมจ่ามงกุฏ ใส่ในรูปที่คั่วสุกแล้ว
  • งาขาวและงาดำ ใส่เป็นส่วนผสมสำคัญในขนมบางชนิดเช่น ขนมเทียนสลัดงา ขนมแดกงา

[แก้]กล้วย

กล้วยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขนมไทยหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนมกล้วย กล้วยกวน กล้วยเชื่อม กล้วยแขกทอด หรือใช้กล้วยเป็นไส้ เช่น ข้าวต้มมัด ข้าวเหนียวปิ้งไส้กล้วย ข้าวเม่า กล้วยที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นกล้วยน้ำว้า กล้วยแต่ละชนิดเมื่อนำมาทำขนมบางครั้งจะให้สีต่างกัน เช่น กล้วยน้ำว้าเมื่อนำไปเชื่อมให้สีแดง กล้วยไข่ให้สีเหลือง เป็นต้น[8]

[แก้]สี

สีที่ได้จากธรรมชาติและใช้ในขนมไทย มีดังนี้ [4]
  • สีเขียว ได้จากใบเตยโขลกละเอียด คั้นเอาแต่น้ำ
  • สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน เด็ดกลีบดอกอัญชันแช่ในน้ำเดือด ถ้าบีบน้ำมะนาวลงไปเล็กน้อยจะได้สีม่วง
  • สีเหลืองจากขมิ้นหรือหญ้าฝรั่น
  • สีแดงจากครั่ง
  • สีดำจากกาบมะพร้าวเผาไฟ นำมาโขลกผสมน้ำแล้วกรอง

[แก้]กลิ่นหอม

กลิ่นหอมที่ใช้ในขนมไทยได้แก่ [4]
  • กลิ่นน้ำลอยดอกมะลิ ใช้ดอกมะลิที่เก็บในตอนเช้า แช่ลงในน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วให้ก้านจุ่มอยู่ในน้ำ ปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งขึ้นจึงกรอง นำนำไปใช้ทำขนม
  • กลิ่นดอกกระดังงา นิยมใช้อบขนมแห้ง โดยเด็ดกลีบกระดังงามาลนเทียนอบให้หอม ใส่ขวดโหลที่ใส่ขนมไว้ ปิดฝาให้สนิท
  • กลิ่นเทียนอบ จุดไฟที่ปลายเทียนอบทั้งสองข้างให้ลุกสักครู่หนึ่งแล้วดับไฟ วางลงในถ้วยตะไล ใส่ในขวดโหลที่ใส่ขนม ปิดผาให้สนิท
  • กลิ่นใบเตย หั่นใบเตยที่ล้างสะอาดเป็นท่อนยาว ใส่ลงไปในขนม

[แก้]ขนมไทยแต่ละภาค

[แก้]ขนมไทยภาคเหนือ

ส่วนใหญ่จะทำจากข้าวเหนียว และส่วนใหญ่จะใช้วิธีการต้ม เช่น ขนมเทียน ขนมวง ข้าวต้มหัวหงอก มักทำกันในเทศกาลสำคัญ เช่นเข้าพรรษา สงกรานต์
ขนมที่นิยมทำในงานบุญเกือบทุกเทศกาลคือขนมใส่ไส้หรือขนมจ๊อก ขนมที่หาซื้อได้ทั่วไปคือ ขนมปาดซึ่งคล้ายขนมศิลาอ่อน ข้าวอีตูหรือข้าวเหนียวแดง ข้าวแตนหรือข้าวแต๋น ขนมเกลือ ขนมที่มีรับประทานเฉพาะฤดูหนาว ได้แก่ ข้าวหนุกงา ซึ่งเป็นงาคั่วตำกับข้าวเหนียว ถ้าใส่น้ำอ้อยด้วยเรียกงาตำอ้อย ข้าวแคบหรือข้าวเกรียบว่าว ลูกก่อ ถั่วแปะยี ถั่วแระ ลูกลานต้ม[9]
ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขนมพื้นบ้านได้แก่ ขนมอาละหว่า ซึ่งคล้ายขนมหม้อแกง ขนมเปงม้ง ซึ่งคล้ายขนมอาละหว่าแต่มีการหมักแป้งให้ฟูก่อน ขนมส่วยทะมินทำจากข้าวเหนียวนึ่ง น้ำตาลอ้อยและกะทิ ในช่วงที่มีน้ำตาลอ้อยมากจะนิยมทำขนมอีก 2 ชนิดคือ งาโบ๋ ทำจากน้ำตาลอ้อยเคี่ยวให้เหนียวคล้ายตังเมแล้วคลุกงา กับ แปโหย่ ทำจากน้ำตาลอ้อยและถั่วแปยี มีลักษณะคล้ายถั่วตัด[10]

[แก้]ขนมไทยภาคกลาง

ส่วนใหญ่ทำมาจากข้าวเจ้า เช่น ข้าวตัง นางเยี่ยวเล็ด ข้าวเหนียวมูน และมีขนมที่หลุดลอดมาจากรั้ววัง จนแพร่หลายสู่สามัญชนทั่วไป เช่น ลูกชุบ หม้อข้าวหม้อแกง ฝอยทอง ทองหยิบ ขนมตาล ขนมกล้วย ขนมเผือก เป็นต้น